วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

บทที่ 16 การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท

บทที่ 16 การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท      

     ลักษณะของห้างหุ้นส่วน  มาตรา  1012  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า  "อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคล  ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงเข้ากัน  เพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น"  ดังนั้นตามกฎหมายห้างหุ้นส่วนจะต้องมีลักษณะสำคัญดังนี้        1.  บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป จะนำทุนมาเข้าหุ้นกันมากน้อยเท่าใดก็ได้
                2.  ตกลงเข้ากัน  คือ บุคคลที่จะเข้าร่วมประกอบกิจการได้ทำสัญญาตกลงกันว่าจะประกอบการค้าร่วมกัน  การตกลงกันนั้น  จะต้องมีการแสดง เจตนาโดยแจ้งชัด  อาจจะทำเป็นสัญญาปากเปล่า หรือ ลายลักษณ์อักษร ก็ได้ว่าจะเข้าเป็น "ห้างหุ้นส่วน"  ทุนที่จะนำมาลง  ได้แก่ เงินสด  ทรัพย์สินอย่างอื่น  หรือ  แรงงาน คือ ใช้กำลัง สติปัญญา  ความคิดแรงกายแทน
                3.  เพื่อการทำกิจกรรมร่วมกัน  คือคู่สัญญา  จะต้องมาร่วมแรงรวมใจและร่วมทุกข์กันเพื่อทำการตามที่ได้ตกลงไว้
                4.  เพื่อประสงค์กำไร   คือ  เป็นการตกลงใจทำงาน  โดยมีจุดหมายปลายทางเพื่อผลกำไร  อันได้เกิดจากกิจการที่ทำนั้น  และผลกำไรจะได้นำมาแบ่งกัน ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน   แต่ถ้ากิจการไม่หวังผลกำไร  กิจการนั้นไม่ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วน
ประเภทห้างหุ้นส่วน
                1.  ห้างหุ้นส่วนสามัญ    มีหุ้นส่วน  สองคนขึ้นไป   ผู้เป็นหุ้นส่วนจะอยู่ฐานะผู้จัดการ  และทุกคนรับผิดชอบในหนี้สินไม่จำกัดจำนวน  ตามกฎหมายเรียกว่า  ผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญ   และเรียกผู้ที่รับผิดชอบการบริหารงานของห้างว่า  "หุ้นส่วนผู้จัดการ" 
ข้อดีของห้างหุ้นส่วนสามัญ
                 1.  การจัดตั้งกระทำได้ง่าย
                  2.  มีการร่วมทุนและความรู้ความสามารถจากผู้เป็นหุ้นส่วน
                  3.  สามารถขยายกิจการด้วยการเพิ่มทุนหรือรับหุ้นส่วนเพิ่มได้
ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนสามัญ
                  1.  เมื่อห้างมีการขาดทุนและเลิกกิจการ  ผู้เป็นหุ้นส่วนที่มีฐานะการเงินดีจะถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้ของห้างทั้งหมดได้
                   2.  ความคล่องตัวและความเป็นอิสระ ในการบริหารงานลดลง
                   3.  การเสียภาษี เป็นการเสียแบบบุคคลธรรมดา
                   4.  ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ร่วมกันโดยเจ้าหนี้ อาจจะเรียกให้หุ้นส่วนคนใดชำระหนี้ให้จนครบจำนวนย่อมได้  
2.  ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  
                การประกอบการแบบห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  มีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญทุกประการ  แต่มีข้อแตกต่างกัน   คือการนำห้างหุ้นส่วนสามัญไปจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีผลให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเป็นนิติบุคคล  แยกต่างหากจากห้างหุ้นส่วน     
ข้อดีของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
                   1.  การเสียภาษีแบบนิติบุคคล
                   2.   ได้รับความเชื่อถือจากบุคคลภายนอกมากขึ้น เนื่องจากมีผู้สอบบัญชี
                   3.  มีการร่วมลงทุนและความรู้ของหุ้นส่วน
3.  ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด  คือ องค์กรธุรกิจที่มีบุคคลตั้งแต่  ๒  คนขึ้นไปมาร่วมกันลงทุนประกอบกิจการแสวงหากำไรแบ่งปันกัน  โดยมีผู้ลงหุ้น  ๒  จำพวกคือ  จำพวกความรับผิดไม่จำกัดและพวกความรับผิดจำกัด
ลักษณะสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด  
                ห้างหุ้นส่วนจำกัด  มีลักษณะทั่วไปเหมือนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  และมีลักษณะ  ๒  ประการ  ดังนี้
                ๑.  ห้างหุ้นส่วนจำกัด  มีหุ้นส่วน  ๒  จำพวก  คือ
                     (๑)  หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  หมายถึง  หุ้นส่วนซึ่งจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับลงหุ้น  เช่นรับจะลงหุ้น  ๑  แสนบาท  ก็รับผิดเพียง  ๑  แสนบาท  เป็นต้น
                     (๒)  หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  หมายถึง  หุ้นส่วนที่ต้องรับผิดในห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน
                ๒.  ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
                ผลของการไม่จดทะเบียน
                เมื่อมีการตกลงจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้น  หากยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  กฎหมายให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ  ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างฯ  โดยไม่จำกัดจำนวนจนกว่าจะได้จดทะเบียนไว้เท่าใด
การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด  
                การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด  ต้องไปจดทะเบียนหุ้นส่วน  ณ  กรมทะเบียนการค้าในท้องที่ซึ่งสำนักงานใหญ่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นตั้งอยู่  การจดทะเบียนต้องมีรายการต่อไปนี้
                (๑)  ซื่อห้างหุ้นส่วน
                (๒)  ข้อแถลงความว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  และวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนั้น
                (๓)  ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง
นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
ห้างหุ้นส่วนจำกัด
บริษัทจำกัด
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำพวกเดียว โดยผู้คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีหุ้นส่วนเป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน
ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีหุ้นส่วน 2 จำพวก ดังนี้
หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้แก่ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งรับผิดจำกัดเพียงจำนวนงินที่ตนรับว่าจะลงทุนในห้างหุ้นส่วนเท่านั้น
หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ได้แก่ หุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งรับผิดในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน
บริษัทจำกัด คือ บริษัทประเภทซึ่งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัด เพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ
การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด พร้อมทั้งปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วย การจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. 2538
การจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
เมื่อบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปประสงค์จะประกอบกิจการในรูปของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้เป็นห้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจะต้องตกลงแต่งตั้งผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เพื่อทำหน้าที่ดำเนินการขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนริษัทที่ห้างหุ้นส่วนนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่
สาระสำคัญที่ต้องจดทะเบียน
ในการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนจำกัด รายการจดทะเบียนต่าง ๆ ที่กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนจะมีสารสำคัญเหมือนกัน ดังนี้
ชื่อห้างหุ้นส่วนวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง
ชื่อ ยี่ห้อ สำนักอาชีวะ และสิ่งที่นำมาลงหุ้นของหุ้นส่วนทุกคน ในกรณีห้างหุ้นส่วนจำกัด จะต้องแยกตามประเภทของผู้เป็นหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิดและไม่จำกัดความรับผิดชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ ข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการตราของห้างหุ้นส่วนรายการอื่นที่เห็นควรจะให้ประชาชนทราบหุ้นส่วนทุกคนต้องลงลายมือชื่อในรายการจดทะเบียนด้วยตนเองขั้นตอนการขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องตกลงเรื่องชื่อของห้างหุ้นส่วน แล้วยื่นแบบจองชื่อนิติบุคคลเพื่อให้ตรวจสอบชื่อ เมื่อได้รับอนุญาตให้จองชื่อแล้ว จะต้องจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้จองชื่อจัดทำคำขอและรายการจดทะเบียน พร้อมทั้งเอกสารประกอบตามที่กำหนดในระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. 238ยื่นคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน รายการจดทะเบียนจัดตั้งและเอกสารประกอบโดยหุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องลงชื่อในคำขอจดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียนฯ หรือสามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือต่อหน้าฑูตหรือกงศุลไทยประจำประเทศนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจพิจารณา เมื่อเห็นว่าคำขอจดทะเบียน รายการจดทะเบียนและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนถูกต้อง ก็จะสั่งให้ชำระค่าธรรมเนียมผู้ขอจดทะเบียนต้องชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจัดต้งห้างหุ้นส่วน โดยคิดค่าธรรมเนียมตามจำนวนผู้เป็นหุ้นส่วน (ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เกิน 3 คน คิดค่าธรรมเนียม 1,000,000 บาท หากเกิน 3 คน คิดส่วนที่เกินอีกคนละ 200,000 บาท)เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้ว นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้ผู้ขอจดทะเบียน พร้อมทั้งหนังสือรับรองรายการทางทะเบียนหากผู้ขอได้ขอไว้
การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด
จะต้องดำเนินการจดทะเบียน 2 ขั้นตอน ดังนี้คือ
การจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ
การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
การจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ
ในการดำเนินการขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิก็เช่นเดียวกับการจัดตั้งห้างหุ้นส่วน โดยผู้เริ่มก่อการทั้งหมดซึ่งต้องมีอย่างน้อย 7 คน ต้องให้ผู้เริ่มก่อการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้เริ่มก่อการขอจดทะเบียน ทำหน้าที่ดำเนินการขอทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทที่บริษัทนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่
สาระสำคัญที่ต้องจดทะเบียน
ผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทต้องรวมกันจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ ในหนังสือบริคณห์สนธิจะต้องมีรายการดังต่อไปนี้
ชื่อบริษัทจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัท วัตถุที่ประสงค์ทั้งหลายของบริษัทข้อแถลงแสดงว่าความรับผิดของผู้ถือหุ้นมีจำกัดจำนวนทุน จำนวนหุ้นและมูลค่าหุ้นของบริษัทชื่อ ที่อยู่ อาชีวะ และจำนวนหุ้นซึ่งต่างคนต่างเข้าชื่อซื้อไว้ของผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทและลายมือชื่อของผู้เริ่มก่อการทุกคนชื่อของพยาน 2 คน ซึ่งลงชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้เริ่มก่อการทุกคนขั้นตอนการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิผู้เริ่มก่อการต้องตกลงเรื่องชื่อของบริษัท แล้วยื่นแบบจองชื่อนิติบุคคลเพื่อให้ตรวจสอบชื่อ เมื่อได้รับอนุญาตให้จองชื่อได้แล้ว จะต้องจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้จองชื่อจัดทำคำขอและรายการจดทะเบียน พร้อมทั้งเอกสารประกอบตามที่กำหนดในระเบียบฯยื่นคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สินธิ รายการจดทะเบียนและเอกสารประกอบโดยผู้เริ่มก่อการลงชื่อในคำขอจดทะเบียนเช่นเดียวกับการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนเจ้าหน้าที่จะดำเนินการพิจารณาเช่นเดียวกับการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน เมื่อถูกต้องก็จะสั่งให้ชำระค่าธรรมเนียมผู้ขอจดทะบียนต้องชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ โดยคิดค่าธรรมเนียมตามทุนที่ขอจดทะเบียน (ทุนจดทะเบียนหนึ่งแสนบาทคิดค่าธรรมเนียม 50.00 บาท เศษของหนึ่งแสนบาทคิดเท่ากับหนึ่งแสนบาท แต่เก็บค่าธรรมเนียมอย่างน้อย 500.00 บาท อย่างมาก 25,000 .00 บาท )เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้ว นายทะเบียนจะรับจดทะเบียน
การจดทะเบียนตั้งบริษัท
เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องจัดให้หุ้นของบริษัททั้งหมดมีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นจนครบ เมื่อมีผู้เข้าจองซื้อหุ้นจนครบแล้ว ผู้เริ่มก่อการจะออกหนังสือนัดประชุมส่งไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนเพื่อเรียกประชุมผู้ถือหุ้น การประชุมเช่นนี้เรียกว่า การประชุมตั้งบริษัท หนังสือนัดประชุมนี้จะต้องออกก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วันกิจการที่จะต้องทำในที่ประชุมจัดตั้งบริษัททำความตกลงเรื่องข้อบังคับของบริษัท ให้สัตยาบันแก่บรรดาสัญญาซึ่งผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้ และค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งเขาต้องออกไปในการเริ่มก่อตั้งบริษัทวางกำหนดจำนวนเงินซึ่งจะให้แก่ผู้เริ่มก่อการ ถ้าหากมีเจตนาว่าจะให้วางกำหนดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิ์ ทั้งกำหนดสภาพและบุริมสิทธิ์แห่งหุ้นนั้น ๆ ว่าเป็นสถานใดเพียงใด ถ้าหากจะมีหุ้นเช่นนั้นในบริษัทวางกำหนดจำนวนหุ้นสามัญ หรือหุ้นบุริมสิทธิ์ ซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้ว หรือได้ใช้แต่บางส่วนแล้ว เพราะใช้ให้ด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน และกำหนดว่าเพียงใดซึ่งจะถือเอาเป็นว่าได้ใช้แล้ว ถ้าหากมจะมีหุ้นเช่นนั้นในบริษัทให้แถลงในที่ประชุมโดยเฉพาะว่า ซึ่งจะออกหุ้นสามัญ หรือหุ้นบุริมสิทธิ์ให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เงินแล้วเช่นนั้น เพื่อแทนคุณแรงงานหรือตอบแทนทรัพย์สินอย่างใดให้พรรณนาจงชัดเจนทุกประการ
6.เลือกตั้งกรรมการและพนักงานสอบบัญชีอันเป็นชุดแรกของบริษัท และวางกำหนดอำนาจของคนเหล่านี้ด้วย
ในการประชุมตั้งบริษัทที่ประชุมจะต้องรับรองบัญชีรายชื่อ ฐานะ และสำนักของผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นพร้อมทั้งจำนวนหุ้นซึ่งต่างคนได้ลงชื่อซื้อไว้เมื่อที่ประชุมตั้งบริษัทได้เลบือกกรรมการชุดแรก ผู้เริ่มก่อการจะมอบการงานทั้งมหดให้แก่กรรมการรับไปดำเนินงานต่อไป กรรมการจะเรียกให้ผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทั้งหลายชำระค่าหุ้น ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้น เมื่อได้รับค่าหุ้นแล้วกรรมการจะดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทต่อไป ซึ่งจะต้องกระทำภายใน 3 เดือน นับแต่วันประชุมตั้งบริษัท
สาระสำคัญที่ต้องจดทะเบียน
จำนวนหุ้นทั้งสิ้นซึ่งได้มีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นหรือได้จัดออกให้แแล้ว แยกให้ปรากฎว่าเป็นหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ์จำนวนเท่าใด
จำนวนหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ์ ซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้วหรือได้ใช้แต่บางส่วนแล้วนอกจากที่ให้ใช้เป็นตัวเงิน และหุ้นที่ได้ใช้แต่บางส่วนนั้นได้ใช้แล้วเพียงใด
จำนวนเงินทีได้ใช้แล้วหุ้นละเท่าใด
จำนวนเงินทีได้รับไว้เป็นค่าหุ้นรวมทั้งสิ้นเท่าใด
ชื่อ อาชีวะ และที่อยู่ของกรรมการทุกคน
6. จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อเป็นสำคัญผูกพันบริษัทได้
7. ข้อแถลงแสดงว่าบริษัทได้ตั้งขึ้นโดยมีหรือไม่มีกำหนดอายุ
8. ข้อแถลงแสดงว่าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง
9. รายการอย่างอื่นที่เห็นควรจะให้ทราบแก่ประชาชน
10. ตราของบริษัท
11.ข้อแถลงแสดงว่าบริษัทได้ตั้งขึ้นโดยมีหรือไม่มีข้อบังคับ
ขั้นตอนการจดทะเบียนตั้งบริษัท
เมื่อบริษัทจัดประชุมตามวาระการประชุมครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และกรรมการได้รับชำระค่าหุ้นจากผู้เริ่มก่อการและผู้ชื่อซื้อหุ้นครบถ้วนแล้ว กรรมการจะต้องจัดทำคำขอและรายการจดทะเบียน พร้อมทั้งเอกสารประกอบตามที่กำหนดในระเบียบฯยื่นคำขอจดทะเบียนตั้งบริษัท รายการจดทะเบียนและเอกสารประกอบ โดยกรรมการผู้มีอำนาจตามมติที่ประชุมตั้งบริษัทเป็นผู้ลงชื่อในคำขอเช่นเดียวกับการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 3 เดือน นับแต่วันประชุมตั้งบริษัทเจ้าหน้าที่จะตรวจพิจารณา สั่งชำระค่าะรรมเนียม รับจดทะเบียน ออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนและหนังสือรับรองรายการทางทะเบียนเช่นเดียวกับการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน โดยคิดค่าธรรมเนียมตามทุนที่ขอจดทะเบียน (ทุนจดทะเบียนหนึ่งแสนบาทคิดค่าธรรมเนียม 500.00 บาท เศษของหนึ่งแสนบาทคิดเท่ากับหนึ่งแสนบาท แต่เก็บค่าธรรมเนียมอย่างน้อย 5,000.00 บาท อย่างมากไม่เกิน 250,000.00 บาท)


บทที่ 15 ตั๋วเงิน

บทที่ 15 ตั๋วเงิน           

ลักษณะของตั๋วเงิน
     ตั๋วเงินคือเอกสารที่คู่สัญญาใช้เป็นหลักฐานทางการเงิน เป็นนิติกรรมสองฝ่ายขึ้นไป จัดเป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่มีที่มาจากมูลหนี้เดิม มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน (Reciprocal contract) บุคคลที่จะเข้าเป็นคู่สัญญาตั๋วเงินได้ต้องมีความสามารถตามมาตรา ๑๕๓ และต้องแสดงเจตนาเข้ามาเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินด้วยความสมัครใจตามมาตรา ๑๔๙ ปราศจากความสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือการข่มขู่ เช่นเดียวกับการทำสัญญาทั่วไป
ลักษณะสำคัญของตั๋วเงิน คือ
๑. เป็นเอกสารที่เป็นตราสาร กล่าวคือ เป็นหนังสือสัญญาที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้แก่ผู้ทรงตราสาร โดยมาตรา ๘๙๘ บัญญัติให้ตั๋วเงินมีสามประเภท ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน, ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค ตราสารอื่นที่ไม่ใช่ตราสารทั้งสามประเภทนี้ไม่ใช่ตั๋วเงิน เช่น เลตเตอร์ออฟเครดิต, ใบรับของในคลังสินค้า, ใบประทวนสินค้า, ใบหุ้น เอกสารเหล่านี้ แม้เป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้แต่ก็ไม่นับว่าเป็นตั๋วเงิน
๒. ตั๋วเงินต้องมีมูลหนี้การออกตั๋วเงินนั้นต้องเป็นการออกเพื่อชำระหนี้ ตั๋วเงินไม่ได้ก่อให้เกิดหนี้ในตัวเอง ดังนั้นหากออกตั๋วเงินโดยไม่มีมูลหนี้ผู้ออกตั๋วไม่ต้องรับผิด เช่น การออกตั๋วเงินเพื่อชำระหนี้การพนันอันหาก่อให้เกิดหนี้ไม่ ตั๋วเงินนั้นไม่อาจบังคับได้เพราะเป็นการออกตั๋วโดยไม่มีมูลหนี้
๓. คำสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้จ่ายเงินเป็นจำนวนแน่นอน กล่าวคือ ต้องมีลักษณะเป็นคำสั่ง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้จ่ายใช้ดุลยพินิจในการจ่าย เช่น “กรุณาจ่ายเงินให้แก่นายดำ” เช่นนี้ ผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่นายดำ แม้จะใช้คำว่า โปรดหรือกรุณาก็เป็นเพียงการใช้คำสุภาพเท่านั้น แต่หากว่า ตั๋วเงินมีข้อความ “ถ้าจะจ่ายเงิน กรุณาจ่ายให้แก่นายดำ” เช่นนี้ ไม่มีลักษณะเป็นคำสั่งเพราะเปิดโอกาสให้ผู้จ่ายใช้ดุลยพินิจว่าจะจ่ายเงินหรือไม่ ไม่ใช่ลักษณะของตั๋วเงินคำสั่งต้องปราศจากเงื่อนไขในการจ่ายเงิน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนหรือบังคับหลังก็ตาม เงื่อนไขคือเหตุการณ์ในอนาคตอันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น จะจ่ายต่อเมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนว่าจะสอบเข้า ม. ธรรมศาสตร์ได้หรือไม่ถือเป็นการจ่ายโดยมีเงื่อนไข ต้องห้ามตามลักษณะตั๋วเงินต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใดก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนที่แน่นอน เช่น การระบุดอกเบี้ยไว้ ๗% ถือว่าเป็นการระบุจำนวนเงินที่แน่นอนเพราะสามารถคำนวณจำนวนเงินที่แน่นอนได้
ตั๋วเงินแบ่งออกเป็นสามประเภท คือ ตั๋วแลกเงิน, ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค
ตั๋วแลกเงิน มีลักษณะสำคัญดังนี้
มาตรา 908 อันว่าตั๋วแลกเงินนั้น คือหนังสือตราสาร ซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่ายสั่งบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จ่ายให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่บุคคลคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน
จากบทบัญญัติมาตรา ๙๐๘ ตั๋วแลกเงินมีลักษณะ ดังนี้
๑. เป็นเอกสารอันเป็นตราสาร มีบุคคลเกี่ยวข้องอยู่ ๓ ฝ่าย ได้แก่
๑.๑ ผู้สั่งจ่าย (Drawer) อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้จ่ายตามมูลหนี้เดิมและอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ผู้รับเงิน หรือผู้ถือตามมูลหนี้เดิมและมูลหนี้ในตั๋ว
๑.๒ ผู้จ่าย (Drawee) อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ของผู้สั่งจ่ายตามมูลหนี้เดิม
๑.๒ ผู้รับเงิน (Payee) อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้สั่งจ่ายตามมูลหนี้เดิมและปัจจุบันเป็นเจ้าหนี้ตามตั๋วแลกเงินฉบับนี้ด้วย
๒. ตั๋วแลกเงินต้องมีรายการดังต่อไปนี้
มาตรา 909 อันตั๋วแลกเงินนั้น ต้องมีรายการดั่งกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) คำบอกชื่อว่าเป็นตั๋วแลกเงิน
(2) คำสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้จ่ายเงินเป็นจำนวนแน่นอน
(3) ชื่อหรือยี่ห้อผู้จ่าย
(4) วันถึงกำหนดใช้เงิน
(5) สถานที่ใช้เงิน
(6) ชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ
(7) วันและสถานที่ออกตั๋วเงิน
(8) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย
ตั๋วสัญญาใช้เงิน มีลักษณะสำคัญดังนี้
มาตรา 982 อันว่าตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่า
ผู้ออกตั๋ว ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือใช้ให้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน
จากบทบัญญัติมาตรา ๙๘๒ ตั๋วสัญญาใช้เงินมีลักษณะ ดังนี้
๑. เป็นเอกสารอันเป็นตราสาร มีบุคคลเกี่ยวข้องอยู่ ๒ ฝ่าย ได้แก่
๑.๑ ผู้ออกตั๋ว (Maker) อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ผู้รับเงิน
๑.๒ ผู้รับเงิน (Payee) อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้ออกตั๋ว
โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้ตามมูลหนี้เดิมและมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ตั๋วสัญญาใช้เงินอาจถูกนำออกใช้ในกรณีผู้ออกตั๋วไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะชำระหนี้และไม่มีลูกหนี้ที่ตนจะสั่งชำระหนี้แทน ดังนั้นตั๋วสัญญาใช้เงินจึงไม่มีผู้จ่ายเนื่องจากผู้ออกตั๋วนั้นเองเป็นผู้จ่าย
๒. ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องมีรายการดังต่อไปนี้
มาตรา 983 ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ต้องมีรายการดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) คำบอกชื่อว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน
(2) คำมั่นสัญญาอันปราศจากเงื่อนไขว่าจะใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน
(3) วันถึงกำหนดใช้เงิน
(4) สถานที่ใช้เงิน
(5) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน
(6) วันและสถานที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน
(7) ลายมือชื่อผู้ออกตั๋ว
เช็ค มีลักษณะสำคัญดังนี้
มาตรา 987 อันว่าเช็คนั้น คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งอันเรียกว่าผู้รับเงิน
จากบทบัญญัติมาตรา ๙๘๗ เช็คมีลักษณะ ดังนี้
๑. เป็นเอกสารอันเป็นตราสาร มีบุคคลเกี่ยวข้องอยู่ ๓ ฝ่าย ได้แก่
๑.๑ ผู้สั่งจ่าย (Drawer) อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ธนาคาร โดยนำเงินมาฝากไว้กับธนาคารประเภทกระแสรายวัน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้เช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้รับเงินหรือผู้ถือ
๑.๒ ธนาคารผู้จ่ายเงิน (Banker) อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ของผู้สั่งจ่ายตามสัญญากระแสรายวัน และมีหน้าที่ให้บริการแก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้สั่งจ่าย
๑.๒ ผู้รับเงิน (Payee) หรือผู้ถือ (Bearer) อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้สั่งจ่ายตามมูลหนี้เดิม และปัจจุบันหากเป็นผู้ครอบครองเช็คนั้นก็จะอยู่ในฐานเป็นเจ้าหนี้ผู้สั่งจ่ายตามเช็คนั้นด้วย
๒. เช็คต้องมีรายการดังต่อไปนี้
มาตรา 988 อันเช็คนั้น ต้องมีรายการดั่งกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) คำบอกชื่อว่าเป็นเช็ค
(2) คำสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน
(3) ชื่อ หรือยี่ห้อและสำนักของธนาคาร
(4) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ
(5) สถานที่ใช้เงิน
(6) วันและสถานที่ออกเช็ค
(7) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย
มาตรา 898 อันตั๋วเงินตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้มีสามประเภท ๆ หนึ่ง
คือ ตั๋วแลกเงิน ประเภทหนึ่งคือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ประเภทหนึ่งคือเช็ค
อธิบาย ตั๋วเงินเป็นหนังสือตราสาร บุคคลที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินต้องมีความสามารถ ไม่ถูกข่มขู่ ปราศจากกลฉ้อฉล สมัครใจ เช่นเดียวกับนิติกรรมทั้งหลายทั่วไป
ลักษณะเด่นชัดของตั๋วเงิน คือ เป็นเอกสารที่มีข้อความเป็นคำสั่งให้จ่ายเงินให้แก่ผู้ทรงตราสาร
ตั๋วเงินมี ๓ ประเภทเท่านั้นคือ ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และ เช็ค (ระวัง! Draft เป็นตั๋วแลกเงินธนาคาร) ใบประทวนสินค้า Letter of Credit ไม่ใช่ตั๋วเงิน
มาตรา 899 ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะนี้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่
อธิบาย ข้อความในตั๋วเงินจะมีผลบังคับเฉพาะที่กฎหมายระบุให้เขียนไว้เท่านั้น ข้อความที่กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ให้เขียน ไม่ได้ทำให้ตั๋วตกเป็นโมฆะหรือเสียไปแต่อย่างใด ผลก็คือถือว่าไม่ได้เขียนข้อความดังกล่าวไว้เลยนั่นเอง
ข้อสังเกต ข้อความต่างๆ ที่กฎหมายบัญญัติให้เขียนได้
๑ รายการต่างๆในตั๋วแลกเงิน (๙๐๙) ตั๋วสัญญาใช้เงิน (๙๘๓) และเช็ค (๙๘๘)
๒ ข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลัง (๙๑๕)
๓ ข้อกำหนดเกี่ยวกับดอกเบี้ย (๙๑๙)
๔ ผู้สั่งจ่ายลงข้อความห้ามเปลี่ยนมือหรือห้ามโอน (มาตรา ๙๑๗ วรรค ๒) ผู้สลักหลังลงข้อความห้ามสลักหลัง (๙๒๓)
๕ การอาวัล (๙๓๙)
๖ การสอดเข้าแก้หน้า (๙๕๒,๙๕๗)
๗ บันทึกข้อความที่ไม่จำต้องมีในคำคัดค้าน (๙๖๔)
๘ บันทึกข้อความรับรองการใช้เงิน (๙๓๑) ธนาคารรับรองเช็ค ๙๙๓ วรรคแรก)
๙ การลงข้อความกำหนดห้ามเปลี่ยนมือหรือห้ามโอน (๙๙๕)
ฎีกาที่ ๓๗๕๙/๒๕๔๒ การที่จำเลยขีดเส้นดำไว้ในช่องวันที่ การกระทำดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจไว้ว่าให้กระทำได้ ข้อความดังกล่าวจึงหาเป็นผลอย่างหนึ่งใดแก่เช็คไม่ ถือว่าจำเลยออกเช็คโดยไม่ได้ลงวันที่ เมื่อโจทก์ได้รับเช็คและนำเข้าบัญชี โจทก์หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารจึงลงวันที่ในเช็คได้ตามมาตรา ๙๐๐ ประกอบ ๙๘๙
ฎีกาที่ ๔๒๐๑/๒๕๓๐ ข้อความตามตราประทับด้านหลังตั๋วสัญญาใช้เงินมีใจความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะสมบูรณ์ต่อเมื่อเช็คเรียกเก็บเงินได้เรียบร้อยแล้วนั้น เป็นข้อความที่ขัดต่อ ๙๘๒(๒) จึงไม่มีผลบังคับ